top of page

การแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีน และท่าทีของไทยต่อทั้งสองมหาอำนาจ

อัปเดตเมื่อ 25 ต.ค. 2564




เมื่อวันที 18 มิถุนายน 2564 ทางสถาบันคลังปัญญาฯ ได้เข้าร่วม การสัมมนา เรื่อง “Thailand Navigating a Path amid US-China Rivalry in an Evolving Indo-Pacific Strategic Landscape” จัดโดย สถาบันจีน-ไทย มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ สถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันโลกคดีศึกษา วิทยาสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ ผ่านทางโปรแกรมประชุมออนไลน์ VooV Meeting เวลา 10.00-12.00 น.


ผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ได้แก่ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส นาย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ศาสตราจารย์ Dr. Ren Xiao แห่งสถาบัน International Studies (IIS) ณ มหาวิทยาลัย Fudan (เซียงไฮ้) และ นายThomas Parks, Country ตัวแทนจากสถาบัน The Asia Foundation


ผู้ดำเนินโดยการ

รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ


โดยสามารถสรุปออกมาเป็นประเด็นสำคัญทั้งหมด 3 ประเด็น ดังนี้


1. ยุทธศาสตร์ภูมิศาสตร์ในอินโด-แปซิฟิก


เกิดการเปลี่ยนแปลงของดุลแห่งอำนาจทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ จากจะวันจกมาตะวันออก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการทะยานขึ้นของจีนและทวีปเอเชีย จึงเป็นผลให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ อินโดแปซิฟิก กลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐและจีน แต่ในขณะเดียวกันกระแสโลกกลับไปทางแนวความคิดขวา และทวนกระแสโลกาภิวัตน์มากขึ้น โดยเห็นได้ชัดจากหลายประเทศหันมาใช้นโยบายชาตินิยม การกีดกันทางการค้า และเน้นการเจรจาแบบทวิภาคมากขึ้นแทนที่การเจรจาแบบพหุภาคี นอกจากนั้นจากกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 การอพยพลี้ภัยโดยเฉพาะในยุโรป ถือว่าเป็นภัยคุกคามใหม่ที่เข้ามาท้าทายการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบัน

โดยจากกระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ท่านสีหศักดิ์ ให้ความเห็นว่า เราจะมองเห็น การกระจายของระเบียบโลกแบบใหม่ (fragmentation of international order) ซึ่งเวลานี้ที่เราเผชิญปัญหาต่างๆเหล่านี้ประเทศส่วนใหญ่ควรมาจับมือกัน โดยใช้เวทีพหุภาคในการแก้ปัญหา แต่กลายเป็นว่า กระแสเหล่านี้ดันไปทำให้มันเกิดการแตกแยกโดยเฉพาะการแข่งขันของมหาอำนาจจีนและเมกา


2. สถานะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน


ทางท่านสีหศักดิ์ ได้ให้ความเห็นว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสหรัฐและจีนนั้นถดถอยและกำลังขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์นั้นเสื่อมถอยคือ การทะยานขึ้นมาของจีน ที่สร้างข้อกังขาให้หลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ ที่เป็นมหาอำนาจเดิมในโลก จึงเกิดความไม่เชื่อใจในทั้งสองฝ่าย

แม้จีนจะพยายามบอกตัวเองว่ากำลังทะยานขึ้นอย่างสันติ แต่ในความเห็นของท่านสีหศักดิ์ มันไม่จริง เนื่องจากท่าทีของจีนในทะเลจีนใต้ โดยอ้างว่าตนอึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่อิงกับกฎกติกา และยอมรับว่ามุมมองของสหรัฐและจีนกำลังท้าทายระบบระหว่างประเทศในปัจจุบัน โดยเฉพาะอินโด-แปซิฟิก และสหรัฐพยายามสกัดกั้นการขึ้นมาของจีน ตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดีโอบาม่า ที่มียุทธศาสตร์ Pivot to Asia และต่อมาในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ Free and Open Indo-Pacific ยิ่งไปกว่าในยุคสมัยล่าสุดของประธานาธิบดีไบเดน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มหาอำนาจไม่ได้มีทีท่าที่ดีขึ้น แต่ไบเดนได้สานต่อนโยบายแข็งกร้าวต่อจีน

ดังนั้นท่านสีหศักดิ์ มองว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะเลวร้ายลง และมีการแข่งขันไปอีกยาวนาน เพราะไม่ได้มีแค่สงครามการค้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสงครามยุทธศาสตร์ที่คลอบคลุมทุกประเด็นตั้งแต่ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การเมือง การทหาร เทคโนโลยี และการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด19 ถึงแม้มีนักวิชาการหลายท่านมองว่า การแข่งขันทางยุทธศาสตร์ของทั้งสองกำลังเข้าสู่สงครามเย็น แต่กรณีสหรัฐและจีนมีความสัมพันกันในลักษณะที่พึ่งพาอาศัยกันและมีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาระบบโลกที่มีสันติภาพและเสถียรภาพ


ขณะเดียวกัน ในมุมมองของ ศาสตราจารย์ Dr. Ren Xiao ได้มองว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมาจีนได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก และจีนได้เข้าร่วมสถาบันและข้อตกลงระหว่างประเทศเกือบหมด กล่าวได้ว่าจีนอยู่ในระเบียบโลกในปัจจุบันแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของจีนเองระเบียบโลกมีความไม่เท่าเทียมและความไม่สมเหตุสมผลอยู่ในระเบียบการเมืองโลกในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น การกระจายของอำนาจทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีมหาอำนาจใหม่เกิดขึ้นมา ระเบียบและสถาบันทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปให้เหมาะสม ถึงจีนจึงพอใจกับระเบียบระหว่างประเทศแต่เชื่อว่ามันต้องมีสิ่งที่แก้ไข แต่ต้องเปลี่ยนแปลงสถานะของมหาอำนาจปัจจุบัน

ในส่วนของความสัมพันธ์สหรัฐและจีนนั้น อาจารย์ Ren Xiao ได้ให้ความเห็นว่าจีนมีนโยบายต้องการร่วมมือกับสหรัฐอย่างสร้างสรรค์ และต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ในช่วงของทรัมป์ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนมีความผันผวนมาก เนื่องจากมีสงครามการค้า และสืบเนื่องจนมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันประธานาธิบดีไบเดนได้สืบสานต่อนโยบายของทรัมป์ที่มีของจีน โดยเฉพาะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในอินโด-แปซิฟิก


ในมุมมองของสหรัฐเอง นายThomas Parks จากสถาบัน The Asia Foundation ได้มองว่า ประธานาธิบดีไบเดนได้พยายามสร้างเสถียรภาพบนยุทธศาสตร์ในพื้นที่อินโด-แปซิฟิก เพื่อให้เกิดความผันผวนน้อยลงและลดความตรึงเครียด


หากเรามองประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน จากมุมมองของไทยและอาเซียน Thomas มองว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องคาดการณ์ถึงสถานการณ์การแข่งขันและความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นตัวกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์และภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ และอาเซียนไม่จำเป็นต้องถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการแข่งขัน เพราะโลกของเรากำลังเป็นระบบหลายขั้วอำนาจมากกว่าระบบสองขั้วอำนาจทางจากการเมือง


นอกจากนั้นความสัมพันธ์สหรัฐและจีนในความเห็นของนาย Thomas รัฐบาลของไบเดนได้มีความพยายามอย่างกระตือรือร้นที่จะสร้างความเชื่อมมั่นในให้กับบทบาทเวทีของสหรัฐในเวทีโลก และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐคือเน้นไปที่การตอบโต้จีน และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีนถูกจัดเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบาย พร้อมกับสนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ทำให้สหรัฐพยายามแสวงหาพันธมิตรแบบเดิม และจีนเองได้มีนโยบายโต้ตอบต่อสหรัฐเช่นเดียวกันในหลายรูปแบบบนเวทีโลกและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


3. จุดยืนของไทยต่อประเด็นการแข่งขันของสองมหาอำนาจ


ท่านสีหศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ไทยต้องการเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ในขณะเดียวกันต้อรักษาความสามารในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างอิสระ ไทยมีจุดเด่นในเรื่องที่ตั้งที่เป็นจุเชื่อมต่อของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ไทยเป็นศูนย์กลางของภาคพื้นแผ่นดินในภูมิภาคนี้ แต่ไทยไม่อยากเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องมากเกินไปบนความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ไทยไม่จำเป็นเป็นกลางเสมอไป เพราะการเป็นกลางก็ไม่ใช่ทางออก แต่ไทยต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักการที่เราสนับสนุนผลประโยชน์แห่งชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาคเป็นหลัก และเมื่อไทยเลือกแล้วไทยประเทศมหาอำนาจประเทศไทยต้องยอมรับในการตัดสินใจของไทย

ยิ่งไปกว่านั้นในความผันผวนที่ไทยกำลังเผชิญ ทำให้อาเซียนต้องร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถึงแม้จะหาจุดร่วมกันยากในการสร้างความร่วมมือ เนื่องมาจากประเทศสมาชิกในอาเซียนไม่เป็นอันหนึ่งเดียวกัน และมีความเห็นไม่ตรงกันในประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค ดังนั้นไทยต้องปรับสมดุลระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติและผลประโยชน์แห่งภูมิภาค มิฉะนั้นจะยากที่จะมาร่วมมือกันและแสดงจุดยืนความเป็นกลางในการโต้ตอบกับมหาอำนาจที่เข้ามาในภูมิภาคนี้


สรุปและเรียบเรียง

โดย นางสาว ศรันย์ชนก ลิมวิสิฐธนกร


ดู 178 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comentarios


bottom of page